the Evidence of Dreams (memo_187)

posted on 03 Aug 2013 02:31 by patchamemo
เวลาวิ่งแสนไว ไม่เท่าไหร่ก็มีสมาชิกถึงสิบรุ่นแล้วนะคะ ชื่นใจก็ใช่ จะว่าใจหายก็ไม่ผิดอีก
ที่ความทรงจำที่เคยสดใหม่เมื่อครั้งลากกระเป๋าก้าวเข้าบ้านนั้น...
เมื่อมาถามวัยรุ่นสมัยนี้ว่า ยูบีซี อคาเดมี่ แฟนเทเชีย ซีซั่นที่สองเป็นอย่างไร
ก็จะได้คำตอบว่าเคยดูตอนที่ยังเด็ก ก็ผ่านไปจะทศวรรษแล้วนี่นา โตกันหมดแล้ว 
สำหรับผู้ชมมันคงเป็นอะไรที่คุ้นชินกับการมีอยู่ของเอเอฟ
รายการสำหรับคนที่อยาก "เป็นดาวโดดเด่นบนฟากฟ้า"
จากที่เคยมีดาวอยู่ไม่กี่ดวงให้จับตา เมื่อจำนวนรุ่นเพิ่มขึ้น ดาวมากดวงขึ้น 
ปัจจุบันนี้รายการเรียลลิตี้โชว์เลยไม่ใช่สิ่งตื่นตาแปลกใหม่อีกต่อไป 
 
 
มองเผินๆ ดูเหมือนว่าพอคนเลิกเห่อ กระแสเริ่มจาง การให้ความสนใจก็เบาบางลง
แต่การได้รู้ว่าจะมีแข่งแฟนพันธุ์แท้ในหัวข้อเอเอฟก็ทำให้พวกเราตื่นเต้นกันไม่น้อย
ต่างสงสัยใคร่รู้ว่าในรายการจะมีใครหรือเหตุการณ์ไหนถูกหยิบขึ้นมาเป็นโจทย์
ใครจะเข้ารอบสุดท้ายมาเจอกันที่สตูดิโอบ้าง และพวกเขาเหล่านั้นจะรู้ลึกล้ำได้เท่าไหร่
 
สิ่งแรกที่ทำให้พัดประหลาดใจคือผู้เข้าแข่งขันกลับไม่ใช่คนคุ้นหน้าที่ตามมาให้เจอกันอยู่บ่อยๆ
แต่กลับเป็นกลุ่มคนที่เป็นแฟนคลับระยะไกลที่เหนียวแน่นกับรายการมาจนถึงสิบปี 
 
และเรื่องต่อมาคือพวกเขาล้วนสามารถตอบคำถามต่างๆ ได้แม่นยำไม่น้อยไปกว่ากัน
นี่ถ้าเป็นข้อสอบแบบที่ไม่มีเวลาและดวงมาเป็นปัจจัย พัดว่าคะแนนน่าจะสูสีมากทีเดียว
 
 
ในจุดที่พัดยืน ทำให้พัดได้มองเห็นการเติบโตของนักล่าฝันมากมาย
การเดินทางของแต่ละคนแตกต่างกันไป บางคนก็ยังเห็นหน้าค่าตากันอยู่บ่อยๆ
บางคนค้นพบทางเลือกที่เหมาะกับตัวเองในที่สุด บางคนก็เปลี่ยนถนนไปใช้ชีวิตจริงในด้านอื่น
ต้องยอมรับว่าวันหมดอายุของโอกาสของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน
พัดเองเป็นหนึ่งคนที่ยังคงสามารถก้าวตามความฝันเดิมต่อไปได้
ในขณะที่การเป็นคนในแสงไฟสำหรับบางคนกลายเป็นเพียงอดีต
 
 
เมื่อความทรงจำที่โดนกระแสใหม่กลบทับถูกนำกลับมาเล่าอีกครั้ง ทำให้ได้รู้ว่า
สิ่งที่พวกเรานึกว่ามันน่าจะกลายเป็นเพียงของธรรมดาที่คนเลิกสนใจก็ยังมีใครบางคนให้ความสำคัญ
และสามารถจำมันได้อย่างชัดเจน
 
สิ่งนี้นี่เอง การที่ได้รู้ว่ายังมีใครสักคนเฝ้ามองเราอยู่นี่เอง
มันทำให้พวกเราที่ยังคงพยายามก้าวต่อไปมีกำลังใจ
และมันทำให้อดีตที่จืดจางนั้นกลับสดใสขึ้นมาได้
 
พวกคุณนี่เอง ที่ทำให้ช่วงเวลาสำคัญของพวกเรามีคุณค่า
 
 
สำหรับนักล่าฝัน... พัดอยากบอกว่าสิ่งที่ดูเหมือนผ่านไปแล้วนั้น มันไม่ได้เหลือเพียงพวกเราที่จดจำ
ถึงมันอาจจะเป็นอดีตที่เรียกคืนกลับมาไม่ได้ แต่มันยังคงอยู่ในใจของใครอีกหลายคน 
 
พัดอยากขอบคุณพวกคุณทุกๆ คนค่ะ ที่ร่วมกันสร้างหลักฐาน
เป็นบทพิสูจน์ว่า ความฝันนั้น เคยเกิดขึ้นจริง
 

รวมเล่ม!!!

posted on 08 Jun 2012 21:10 by patchamemo
สวัสดีค่า วันนี้ทักทายอย่างนอบน้อม เพราะมีสินค้ามานำเสนอค่ะ ฮ่าๆๆ หลังจากส่งโปรเจ็กต์นี้เข้าสู่โรงพิมพ์เรียบร้อยแล้วถึงค่อยมีความมั่นใจจะเอามาอวดกัน :"P
 
หลังจากที่พัดอัพ "my teenage nostalgia" มาติดต่อกันหลายตอนก็มองเห็นว่าหลายอย่างช่างประจวบเหมาะลงตัวพอดิบพอดีเขียนเล่าเรื่องสมัยที่ใช้ชีวิตวัยเรียน แล้วก็กำลังจะได้กลับไปร้องเพลงที่โรงเรียนพอดีด้วย! จึงเกิดแว่บขึ้นมาในใจว่าอยากได้รวมเล่มจังน้าาาาคิดเล่นๆ
แต่ทำจริง!!! ฮ่าๆๆ
 
หลังจากซุ่มปั่นงานนี้อยู่สองนานก็สำเร็จจนได้ค่ะ ออกมาเป็น "ส.ร.น." ย่อมาจาก "สร้างเสริมประสบการณ์ราชินี" เป็นหนังสือทำมือที่พัดตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวสมัยเด็กของตัวเองประกอบกับสิ่งต่างๆ ที่เป็น "ราชินี" จากที่ได้อ่านกันใน memo ที่ผ่านมานั้นถือว่าเป็นแค่ตัวอย่างค่ะ เพราะที่รวบรวมลงในเล่มยังมีอีกมาก! หนังสืออินดี้เล่มนี้ไม่ได้มีจำหน่ายทั่วไปตามแผง แต่จะวางขายที่งานคอนเสิร์ตโรงเรียนราชินีในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ (รายละเอียดคอนเสิร์ต ทาง facebook http://www.facebook.com/RajinianConcert ค่ะ)

ตอนนี้เอาหน้าตาปกมาให้ชมกันก่อนค่ะ แล้วเจอกันนะคะ ^__^
 

my teenage nostalgia 15 (memo_186)

posted on 31 May 2012 12:53 by patchamemo

คำถามที่คุณครูฝากไว้เมื่อตอนที่แล้ว มีคำตอบให้ในตอนนี้ กระเป๋านักเรียนไม่มีที่ใส่หนังสือก็เอามาใส่เป้สิคะ

เป้สีน้ำเงินที่สกรีนตราโรงเรียนนี่ก็เป็นอีกหนึ่งของหวง... พวกเราพยายามใช้เป้ใบเดิมให้ได้นานที่สุด เพราะเชื่อกันว่ากระเป๋าใหม่ๆ แข็งๆ สกรีนชัดๆ นั่นมันไม่เท่! ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวสร้างประสบการณ์ให้ดูเหี่ยวๆ ย่นๆ หน่อยถึงจะดูมีราศี เพราะฉะนั้นถึงแม้มันจะเยินยู่จนก้นกระเป๋าขาดเป็นรู หรือสกปรกขนาดไหนเราก็ยังใช้ใบเดิม มันเน่าแน่นอนเพราะห้ามซัก ถ้าซักแล้วกระเป๋าจะลอกพังจนใช้ไม่ได้อีกต่อไป ไม่มีใครสนใจสุขลักษณะภายในกันสักเท่าไหร่ ก็ลองจินตนาการถึงซากอารยะธรรมขนมที่ซ่อนตัวอยู่ตรงก้นกระเป๋ามานานเป็นปีๆ ดูสิ... นานๆ ที เทกระเป๋าออกมาดูจะเจอของที่ทำหายไปนานมากอย่างกับก้นกระเป๋าเป็นประตูทะลุมิติ

กระเป๋าเป้มีหน้าที่บรรจุทุกสิ่งอย่างที่เราต้องใช้ในทุกๆ วัน ตั้งแต่หนังสือ สมุด กล่องดินสอ ชุดและรองเท้าพละ อุปกรณ์ต่างๆ ในวิชาเรียนจำพวกคหกรรมงานฝีมือ และอีกหลายสิ่งที่เปิดเผยได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มันต้องหนักแน่นอน แต่อย่ามาสะพายนะมันไม่เท่! (ไม่เท่อีกแล้ว...) ต้องถือคู่กันกับกระเป๋านักเรียน ลีบๆ แบนๆ เคียงข้างกันอย่างนั้นแหละ เพื่อจะให้สามารถถืออยู่ด้วยกำลังแขนเดียวได้ พวกเราต้องมีทักษะในการเลือกของออกจากกระเป๋าให้มีน้อยที่สุดเสมอ โดยการกระจายของจำเป็นต่างๆ เก็บไว้ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องใส่ของหนักจนต้องแยกมันจากกัน ก็จงสะพายแค่ข้างเดียวพร้อมปรับสายสะพายให้หย่อนยานเข้าไว้ สองข้างแนบชิดติดหลังถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์ความเท่

 

ฉันจำได้ว่าตอนแรกก็อนุญาตให้ใช้กระเป๋าเสริมอย่างอื่นนอกเหนือจากเป้ของโรงเรียน เป็นกระเป๋าผ้า แน่นอนจ้า Harrods มากันเต็มโรงเรียน แต่เพราะเจ้ากระเป๋าผ้าใบเคลือบลายคุณหมียี่ห้อนี้มันมีราคาแพง เพื่อเป็นการป้องกันความเหลื่อมล้ำทางสังคมและกันการถูกขโมย ก็เลยถูกสั่งห้ามใช้ไปในที่สุด (นอกจากมีความจำเป็นต้องหอบอุปกรณ์ทำกิจกรรมพะรุงพะรังมากจนต้องมีกระเป๋าใบที่สามงอกออกมาเท่านั้น)

 

พอขึ้นมัธยมปลาย อยู่ดีๆ ก็มีเรื่องให้พวกเราได้เฮ เพราะไม่จำเป็นต้องถือกระเป๋าสองใบอีกต่อไป พูดง่ายๆ ก็คือยกเลิกระเบียบบังคับใช้กระเป๋านักเรียนนั่นแหละ เจ้าจาคอบนอกจากทำหน้าที่ประดับบารมีแล้วก็ไม่ค่อยทำประโยชน์อะไรเท่าไหร่ ใส่ของได้อย่างมากก็ชีทหรือรายงาน จะมีดีก็แค่สร้างกล้ามเนื้อแขนให้เราเฟิร์มไม่หย่อนยานเท่านั้น มันจึงได้รับสิทธิ์เกษียณกลับไปนอนนิ่งๆ อยู่ที่บ้าน ในเมื่อให้เลือกใช้ใบเดียวก็ได้ ก็ต้องเลือกเป้แน่นอนอยู่แล้ว

 

ตามนิสัยสาวๆ ความชอบประดับประดาอะไรก็ตามของเราให้ดูมีเอกลักษณ์มันอยู่ในสายเลือด ที่กระเป๋านักเรียนก็อดสร้างสรรค์ไปแล้ว จึงต้องมาระบายความครีเอทลงที่เป้นี่แหละ

บรรดาสารพัดพวงกุญแจจึงถูกระดมมาแขวนกันให้พรึ่บ บางคนมีมากจนแทบจะกลายเป็นร้านขายของเล่นเคลื่อนที่ มีกี่ซิปกี่ช่องคุณเธอก็สามารถเอาตุ๊กตุ่นตุ๊กตามาร้อยเรียงรายได้จนครบทุกซอก เมื่ออะไรมันมากเกินพอดีก็ถึงเวลาที่ผู้คุมกฎจะออกมาช่วยดูแล ด้วยการกำหนดว่าให้แขวนพวงกุญแจที่เป้ได้คนละหนึ่งอันเท่านั้น การสร้างสรรค์เป็นอันหยุดลง ถ้าไม่จัดระเบียบเองเดี๋ยวคุณครูจะมาช่วยถอดเก็บไว้ให้นะจ๊ะ

แต่มันก็ยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะยุคนั้นเป็นช่วงที่พวงกุญแจแฮนเมดแบบที่ร้อยชื่อด้วยลูกปัดพิมพ์ตัวอักษรกำลังเป็นที่นิยมพอดี ไอ้การแขนชื่อไว้บนเป้เสียเลยก็แก้ปัญหาหยิบสับสลับกันได้ชะงัก แต่ที่ต้องมีห้อยท้ายมาด้วยนี่สิที่เป็นประเด็น เพราะมันคือกระดิ่งกระพรวน

ในร้านกิ๊ฟท์ชอปนอกจากจะมีลูกปัดน่ารักให้เราเลือกเอามาสร้างขื่อได้ตามใจแล้ว ยังมีกระพรวนสารพัดทั้งสีและขนาด (รวมถึงเสียงที่ต่างกันไปแต่ละดีไซน์ด้วย) ให้ร้อยปิดท้ายกันแบบไม่อั้นตามแต่กำลังทรัพย์ อนุญาตพวงกุญแจแค่หนึ่งอันไม่เป็นไร เรายังสามารถแสดงตัวตนผ่านมันได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะคุณเพื่อนแกเล่นเหมากระพรวนมาทั้งพาหุรัด เข้าโรงเรียนมานี่เดินยังไม่ทันถึงตึกก็รู้ว่าเจ้าตัวอยู่ไหนเพราะได้ยินเสียงมาแต่ไกล ความกรุ๋งกริ๋งของมันก็ฟังเพราะดี แต่คงไม่ค่อยเสนาะหูคุณครูเท่าไหร่ ก็มีเป้ตั้งกี่ใบคูณกับจำนวนกระพรวนมากพอจะทำปลอกคอให้แมวได้ทั้งตำบลได้เข้าไปอีก กร๊องแกร๊งกรุ๊กกริ๊กกันระงม จึงได้เวลาของผู้คุมกฎต้องออกโรงอีกครั้ง ลาก่อนจ้ะ...เจ้ากระพรวนเสียงใส

my teenage nostalgia 14 (memo_185)

posted on 28 May 2012 18:29 by patchamemo

ของสำคัญยิ่งชีพของนักเรียนจะหนีพ้นกระเป๋านักเรียนไปได้อย่างไร!

กระเป๋านักเรียนเป็นของที่พวกเราให้ความสำคัญกันมาก ถึงตอนนี้ฉันก็ยังเก็บเอาไว้อยู่เลย ยี่ห้ออันดับหนึ่งในใจทุกคนต้อง “จาค็อบ” เท่านั้น สำหรับพวกเรานี่คือกระเป๋านักเรียนไฮโซเพราะมีราคาแพง

ล่าสุดฉันไปเจอวางขายต้อนรับเปิดเทอมอยู่ที่บีทูเอส จึงพุ่งเข้าไปลูบคลำด้วยความคิดถึง หน้าตาทั้งข้างนอกข้างในก็ยังคล้ายเดิม กลิ่นก็กลิ่นเดิม แต่กระเป๋าก็แทบร่วงจากมือเพราะดันเหลือบไปเห็นป้าย ราคาห้าพันกว่าบาท! อะไรจะแพงได้ขนาดนี้เนี่ยยิ่งกว่ากระเป๋าที่ฉันใช้อยู่ทุกวันนี้เสียอีก สองสามใบก็ซื้อไอโฟนได้แล้วนะ ราคามันขึ้นจากยุคฉันตั้งหลายเท่าตัว!

เจ้าจาค็อบที่ว่านี้ทำจากหนังแท้ทนทาน และมีน้ำหนักมากกว่ากระเป๋านักเรียนยี่ห้ออื่น แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะแฟชั่นกระเป๋านักเรียนสมัยนั้นได้แก้ไขเรื่องนี้ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

 

พวกเราต้องทำอย่างไรก็ได้ให้กระเป๋านักเรียนบางแบนที่สุด อ้วนๆ เทอะทะมันช่างไม่เก๋เอาเสียเลย วิธีลัดก็คือใช้คลิปหนีบกระดาษสีดำตัวใหญ่มาหนีบข้างกระเป๋าทั้งสามด้านแล้วถอดขาออก และนั่นต้องสร้างความไม่พอใจให้คุณครูอย่างแน่แท้ “เพราะถ้ากระเป๋าแบนขนาดนั้นแล้วเธอจะใส่หนังสือเรียนมาได้อย่างไรกันล่ะ” แถมพอจะวางเพื่อไหว้คุณครูกระเป๋ายังล้มผุบยืนไม่อยู่ เพราะมันบางจนทรงตัวไม่ได้ การหนีบคลิปที่กระเป๋าจึงกลายเป็นเรื่องผิดกฎ ถ้าคุณครูเห็นเมื่อไหร่เป็นอันโดนสั่งให้ไปเอาออกทันที เราจึงต้องอุตสาหะรอเวลาทำให้กระเป๋าแบนโดยหาหนังสือมาทับไว้ หรือเพื่อนบางคนก็เอาใส่ใต้ที่นอนยาวไปอย่างนั้นทั้งปิดเทอมเลยก็มี

ที่โรงเรียนห้ามติดตกแต่งสติกเกอร์ใดๆ ให้เลอะเทอะ จึงเกิดเหตุการณ์หยิบกระเป๋ากลับบ้านไปผิดใบขึ้นมา แต่ก็เกิดขึ้นกับน้องๆ ประถมเสียมากกว่า

ป.ล.1 ใกล้เวลาได้ปล่อยเพลงใหม่เต็มทีแล้ว ตื่นเต้น!! >__<
ป.ล.2 เป็นกำลังใจให้คอมเมนเตเตอร์มือใหม่คนนี้ทาง Master Key เวทีแจ้งเกิดด้วยนะคะ ^__^v

my teenage nostalgia 13 (memo_184)

posted on 25 May 2012 18:28 by patchamemo

สถาปัตยกรรมในช่องปากตอนจบ...

คุณหมอจะปล่อยให้เราฟันโบ๋ไปโรงเรียนอยู่สักพักเพื่อรอให้แผลหาย แล้วจึงนัดมาใส่อุปกรณ์โดยเริ่มจากครอบฟันกรามซี่สุดท้ายด้วยเหล็กราวกับเป็นหัวหน้าพรรคหน่วยยึดลวด แล้วก็ให้เราไปปรับตัวให้คุ้นกับสิ่งนี้ก่อน รอบถัดมาจึงจะกระจายกำลังพลลูกพรรคแบร็กเก็ตลงไปบนหน้าฟันแต่ละซี่ของเราด้วยซีเมนต์ มันชักจะเหมือนไซต์ก่อสร้างเข้าไปทุกทีแล้วปากฉัน... ยังมีเวลาปล่อยให้เราตายใจอีกหนึ่งที อุปกรณ์เบียดกระพุ้งแก้มเหรอ ไม่เห็นจะเป็นอะไรมากเลย ยิ้มเยาะยักไหล่

 

แต่มาถึงคราวสุดท้าย ลงสนามจริงแล้วจ้ะ สิ่งที่จัดระเบียบฟันเราให้เข้าทางคือลวดที่สอดยาวตลอดหน้าฟันทุกซี่ ในการนัดครั้งนี้ตื่นเต้น เพราะพอไปถึง คุณหมอก็ให้เราเลือกสียางแบร็กเก็ตก่อนเลย พรุ่งนี้จะได้เอาไปยิ้มให้เพื่อนดูแล้ว!

ตอนที่ใส่ลวดเดินออกมาจากคลีนิค ก็แค่รู้สึกตึงๆ หน่อย ยังคงส่องกระจกชื่นชมลวดในปากพลางนึกในใจว่าพรุ่งนี้จะไปอวดใครบ้าง แต่พอมาถึงวันรุ่งขึ้นจริงๆ ทำไมมันปวดอย่างนี้!!! อารมณ์อยากไปยิงฟันโชว์ใครหายไปหมดสิ้น คิดถึงแต่ยาแก้ปวดอย่างเดียว

 

มาถึงด่านคุณครูแล้ว ที่ราชินีไม่ได้กำหนดลงไปในระเบียบชัดเจนหรอกว่าจะต้องจัดฟันด้วยยางสีอะไร แต่อย่างที่เรารู้กันดี เอ้าสีอะไรคะ? ตอบพร้อมๆ กันว่า... “สีสุภาพ”

สีสุภาพอีกแล้ว! แต่ใส่ยางใสๆ หรือสีขาวมันจะไปเก๋อะไรเล่า พวกเรามักจะจงใจเลือกสีที่ชอบที่สุดไปเลย แล้วยอมโดนดุเอาทีหลัง เพราะในเมื่อใส่มาแล้วกว่าจะถึงเวลานัดคุณหมอเปลี่ยนใหม่ก็ 2-3 สัปดาห์ถัดไปโน่น

ฉันใส่มาแล้วเกือบทุกสี สุภาพบ้างไม่สุภาพบ้างก็ว่ากันไป เพราะยังเกรงใจคุณครู (ที่จริงคือเคยเห็นเพื่อนที่เอะอะก็เลือกสีแสบตลอด โดนหักคะแนนจิตพิสัยไปแล้วต่างหาก)

 

กิจวัตรของชาวเหล็กดัดคือต้องมีวินัยในการดูแล ทั้งบ้วนปาก แปรงฟัน คอยส่องกระจก ต้องระวังไม่ให้เกิดแปลงผักสวนครัวขึ้นในช่องปาก และห้ามเคี้ยวอะไรแข็งๆ หมากฝรั่งนี่ยิ่งห้าม แต่ฉันก็ผ่านมันมาหมด จนแบร็กเก็ตหลุดต้องไปซ่อมอยู่หลายที

นอกจากฝึกวินัยแล้วก็เป็นการฝึกความอดทนกันไปในตัว เพราะระหว่าง 2-3 ปีที่จัดฟัน พวกเราต้องเผชิญกับร้อนในและแผลในปากกันไม่ได้ว่างเว้น ลำพังแค่พลังจากลวดก็ทำเอาปวดเหงือกแล้ว ฉันยังต้องเกี่ยวยางเพื่อช่วยให้ฟันเข้าที่อีกเป็นขั้นกว่า แต่นั่นยังไม่ใช่ขั้นสุด เมื่อหันไปเจอเพื่อนอีกคนหยิบโครงเหล็กหน้าตาประหลาดขึ้นมาสวมจากหลังคอ เอ่อ... นี่จัดฟันหรือเฝือกคออะเธอ? ท่าทางฟันของคุณเพื่อนจะขาดความสามัคคีเอามากๆ

พอโดมาได้เห็นว่าการจัดฟันมันล้ำหน้าไปไกลก็แอบอิจฉา ที่สมัยนี้มีแบบใสๆ ครอบใส่ถอดได้ ไม่ต้องอมเหล็กไว้เป็นปีๆ อีกแล้ว คุณเพื่อนคนที่ต้องใส่เฮดเกียร์รอบคอคนนั้นคงยิ่งอิจฉาหนัก

my teenage nostalgia 12 (memo_183)

posted on 16 May 2012 21:08 by patchamemo

ตำนานสถาปัตยกรรมภายในช่องปาก 1

เท่าที่เล่ามาก็รู้สึกได้ว่ากฎระเบียบการแต่งกายมีอยู่ละเอียดยิบ พวกเราพยายามเลี่ยงกฎกันเท่าไหร่ คุณครูก็ออกข้อบังคับใหม่มาจนเราหลีกกันแทบไม่ทัน แม้แต่สุขภาพภายในช่องปาก คุณครูท่านยังอุตส่าห์หาระเบียบมาจัดระบบให้พวกเราได้อีก ไม่ได้ตั้งกฎห้ามนักเรียนฟันเหลืองนะ แต่เป็นเรื่องของ “การจัดฟัน”

เมื่อก่อนนี้การจัดฟันอยู่ก้ำกึ่งระหว่าง โก๊ะเกรอะกรัง กับกิ๊บเก๋ คือใครหน้าตาน่ารักก็ขับราศีให้ดูแบ๊วขึ้นมาอีกสเต็ป แต่ใครที่หน้าบู่ๆ การจัดฟันจะกลายเป็นการยกระดับให้ยิ่งบู๊บู่ขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเพื่อนที่ชอบทำตัวสบายๆ และมีความเป็นกันเองค่อนข้างสูง กินไป คุยไป ยิ้มไป เอ่อ... ต้นหอมไป ผักชีไป คนหน้าบู่เลยกลายเป็นนักบู๊ล้างผลาญทัศนียภาพระหว่างการรับประทานไปโดยไม่รู้ตัว (บ้วนปากหน่อยไหมเธอ...)

 

ตอนฉันขึ้นมัธยมก็เป็นเวลาพอดีกันกับเมื่อเริ่มต้นจัดฟัน นึกย้อนไปตอนนั้นก็ตื่นเต้นเอาการอยู่นะ ที่จะได้มีเหล็กมียางอะไรไม่รู้มาบรรจุอยู่ในปาก แม้เพื่อนผู้มีประสบการณ์มาก่อนจะบอกว่าไม่สนุกเลย ฉันก็ยังรอเวลาที่จะได้ไปใส่เหล็กดัดฟัน

แล้วโอกาสนั้นก็มาถึง เมื่อคุณทันตแพทย์ที่ฉันไปพบประจำตั้งแต่เด็กๆ บอกว่าขนาดฟันแต่ละซี่ของฉันนั้นใหญ่โต แล้วจัดการทำนายอนาคตด้วยการสแกนฟันให้เสร็จ (ทันตแพทย์หรือหมอดู...) คุณหมอกล่าวว่าต่อไปภายในปากของฉันมันจะกลายเป็นชุมชนแออัดจนเกิดปัญหาสังคมแคลเซียม ทั้งเกเรทับถมเบียดเสียด จนบานปลายล้ำหน้า เกิดความไม่เท่าเทียมสองมาตรฐานทั้งฟันบนฟันล่าง นี่ยังไม่นับฟันคุดที่รอประท้วงอยู่ครบทั้งสี่ซี่อีกนะ

ฉันและคุณแม่ได้ยินดังนั้นก็ตกลงกันได้ในเวลาแค่ชั่วนึกถึงหน้าคุณพ่อวูบเดียว เอาล่ะ ปะป๊า... หนูขอออกตัวเป็นผู้แก้ไขปัญหายื่นเหยินล้ำหน้าก่อจลาจลที่ปะป๊ามอบไว้ให้เองนะคะ

 

ขั้นแรกคุณหมอจะให้เราเอ็กซ์เรย์ฟันทั้งหมดเพื่อวางแผนการก่อสร้าง เมื่อฟันแต่ละซี่จะใหญ่โตขนาดนี้ละก็ ต้องมีผู้เสียสละ ฉันโดนรื้อฟันกรามซี่แรกหลังเขี้ยวออกไปทั้งหมด 4 ซี่ ถ้ามีใครกลัวการถอนฟัน ขอบอกเลยว่าจิ๊บๆ จะสะเทือนใจหน่อยก็ตอนคุณหมอปักเข็มยาชาลงไปบนเหงือกเรานั่นแหละ จึ้กตรงนั้นนิดจิ้มตรงนี้หน่อยสุรุ่ยสุร่ายแบบไม่เกรงกลัวต่อผลงบประมาณ ขอบคุณค่ะคุณหมอที่รอบคอบกลัวเราจะชาไม่ทั่วถึง ฮือๆ