อย่างยวน (memo_171)

posted on 16 May 2011 10:18 by patchamemo

คืนที่ค่อนไปเกือบเช้า ไม่ทันได้ตุ้มต๊ะตุ้มตุ้ยเกลือกตัวทำอะไรสไตล์ขี้เกียจเท่าไหร่ เพราะเพิ่งกลับจากการเอ้อระเหยลอยชายชม้อยชม้ายกับสหาย ซึ่งประกอบด้วยการกินข้าว กินหนมกรุบกริบ ตบท้ายที่เที่ยวตลาดนัดเหนียวหนับ พร้อมทำหน้าที่สารถีส่งท่านเพื่อนคนดี กว่าจะพารถเข้าบ้านก็เกือบตีสอง (ย้อนกลับไปอ่านแล้วก็ถามตัวเองว่าเอ็งบรรยายอะไร ทุ่มป๊ะทะเท่งโมงขนาดนั้นฟระ?)

หลายย่ำรุ่งมานี่นอนไร้ระเบียบอย่างแรงจนทำให้สภาพข้าพเจ้าใช้ชีวิตดั่งชาวนิวยอร์ก ไม่ได้หรูเฟ่ (หวายยย หรูเฟ่! กล้าไปขุดมาใช้เนาะ!!) เดินช้อปปิ้งกรุยกราย ดินเนอร์ฟูลคอร์ส อะไรเช่นนั้น ที่เห็นจะสบกันคงมีแค่เวลานอนและเวลาตื่น
ตั้งท่าพามาตั้งไกลเสียจนใกล้จะออกปากแม่น้ำนี่ก็แค่จะบอกว่า เลยยังไม่ง่วง! -..-

ช่วงนี้คุณภาพชีวิตทางจิตใจวัดได้อยู่ในระดับ "มาตรฐาน" ธรรมด๊าาา ธรรมดาเกินไปซะประหลาดชนอย่างฉันรู้สึกตะหงิด เพราะกราฟส่วนใหญ่ในกิจวัตรมันจะขึ้นลงวาดเส้นโค้งสวยงาม มีขำมีเซ็งสลับสับไปเป็นระยะ นั่นหละถึงจะเรียกว่าปกติ
มันธรรมดามาระยะหนึ่งแล้ว จนเริ่มอดรนทนไม่ได้ ต้องหาอะไรมาขยับกราฟบ้าง

นั่น! มันอยู่แค่เอื้อม!! (อันที่จริง สภาพห้องนอนตอนนี้ ของอะไรมันก็ไม่ไกลเกินเหยียดนักหรอก สมบัติบ้ามากมายต่างหันประจันหน้า ทำท่าเหมือนอยากจะถามออกมาพร้อมๆ กันว่า แกไปซื้อมาตอนไหนบ้าง!?) ตั้งหนังสือจำนวนหนึ่งที่ถูกสอยมาจากงานสัปดาห์คนมุงหนังสือแห่งชาติยังเรียงตัวเป็นตับอยู่ตรงนั้น ทำท่าเย้าแหย่อยากให้หยิบขึ้นมารับสาระ แต่มีหนึ่งเล่มยื่นสันปกออกมา พลางส่งสายตายั่วยวนยีพร้อมยังทำปากหยู (จู๋!!!) "โลกนี้มันช่างยุสต์!!!!!!!!!" (หยูจริงๆ!!! ออกเสียงดูดิ!!)
ดั่งพรหมลิขิตแอนด์เดสทีนี่ที่ทำให้ฉันได้เจอ (ชะตาฟ้าข้างบ้านแกเหรอ ก็ซื้อมาเอง!) ไม่รอช้าคว้าลองเปิดประสบการณ์ยีบัดภาคสองกับพี่แทนไททันที (แทนไททันที เออคล้องจองดี คล้ายๆ ชื่อหนังผสมโรงพยาบาลยันฮี) 

แย้มจากปกมาไม่ทันปรับสายตาก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ แต่ ฮะ!? นี่มันย้อนรอยไดอารี่จ๋าไปไกลถึงปลายปี '48 เลยเรอะ!? ก่อนจะอ่านต่อไปรีบพลิกกลับมาดูความหนา อืมมม ถ้าเป็นเช่นที่ข้าคิดจริง (พกสรรพนาม ข้า กับ เจ้า ออกมาจากหนังสือด้วย) หารในใจด้วยเวลาปาเข้าไปห้าปี..เจ้าอัพไดอารี่ไปได้เท่านี้เหรอ!? 
..ข้าก็มีพวกแล้วสิเนี่ย หุหุ -..- ++

อ้อ.. เอิ่ม..อันที่จริงมันไม่ใช่น่ะนะ ยุสต์คราวนี้เป็นตอนต่อจาก "ยีสต์" คราวแรกหลายปีที่แล้ว ยังจำได้ว่านอนอ่านกร้วมๆ รวดเดียวจบเลย ยุสต์นี้ก็ไม่มีฟอร์มตก รวดเดียวจบอีกเช่นกัน แต่อะไร ทำไม อย่างไร กะจะขอขำ ดันทำเอาซะ...
เอ้อ!! ไม่สปอยล์ดีกว่า แต่ถ้าที่เขียนนี่จะส่งไปถึงพี่แทนที่คงเฝ้าปลาหมึกหิ่งห้อยพลอดรักกันอยู่ริมป่าที่ไหนสักแห่ง ข้าพเจ้าขอบอกว่า ข้าพเจ้าได้เรียนรู้อะไรจากหนังสือของท่านหลายอย่าง (บางอย่างก็มาแบบถูกที่ถูกเวลาเสียด้วย!) เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงถือโอกาสนี้บอกต่อหนังสือที่แสนยวนยีให้คนอื่นลองหามายล ถึงแม้พี่แทนจะเป็นครูสอนสาวมัธยม แต่สาวมัธยายอย่างข้าอ่านแล้วซาบซึ้งจนอยากจะขอกล่าวไว้เลยว่า ถึงจะ'ยี 'ยวน 'ยา หรือยาวถึงไหน ข้าพเจ้าจะขอตามอ่านทุกภาคไปจนยานเอย!

จริงๆ เริ่มต้นเขี่ยๆ เขียนเล่นขึ้นมาไม่ได้ตั้งตัวว่าจะเขียนอะไร แต่คืนอึนๆ ธรรมดาหายไปเพราะความยวน ^__^
อ้าว! เช้าแล้วหละค่ะ!

เสียงของความเงียบ (memo_170)

posted on 06 May 2011 01:49 by patchamemo

คืนหนึ่ง ฉันตัดสินใจว่าจะเอาสมาธิอันเริ่มสั้นของฉันที่คอยแต่จะดูทวิตเตอร์ เล่นเกม ไปฝึกความอึดด้วยการอ่านหนังสือเสียหน่อย ...เริ่มต้นไปได้พักเดียวก็สะดุดกับวลีหนึ่ง
...ความเงียบไร้สีสัน... 
มันทำให้ฉันฉุกใจขึ้นมา
จริงๆ แล้วความเงียบนั้นมีสีไหมนะ?

ฉันซึ่งท่าทางจะสมาธิสั้นได้ที่ เริ่มบ่นลงบนแป้นพิมพ์อีกครั้ง "ความเงียบ สีอะไร..."

แค่อึดใจเดียว เทคโนโลยีทันสมัยก็นำพาเอาความเห็นของใครต่อใครเข้ามาสู่หน้าจอของฉัน
หลายคำตอบเห็นด้วยกันว่ามันเป็นสีดำ ทำไมนะ... อาจจะเป็นเพราะว่ากลางคืนที่ฉันโปรดปรานมันถูกปกคลุมด้วยสีนี้มั้ง แล้วมันก็ไม่ค่อยมีเสียงอะไรเท่าไหร่ โดยเฉพาะตอนปิดไฟนอน 
แต่เอาเข้าจริงแล้วกลางคืนของคนเมืองอย่างฉันมีสีสันที่ต่างไป ในบางที ก็มีที่ฉันแทบไม่ได้เดินผ่านความสลัวเลยด้วยซ้ำ

คำตอบที่พบถัดมาคือสีเทา 
อ่านๆ ดู ส่วนใหญ่ก็เพราะความเงียบมันคล้ายเป็นตัวแทนของความเหงา ทำเอาจิตใจหมอง ทำเอาอารมณ์เบาๆ ของเราต้องเปราะเปื้อนเป็นคราบฝังคล้ำคร่ำคร่า
แต่ความเงียบสำหรับฉันมันไม่ค่อยพาความเหงามาเยี่ยมบ้างเลย แต่กลับพาความตื่นตาและสมาธิมาเคาะประตู ถึงแม้ฉันจะพบว่าความขี้เกียจมักจะนอนขวางไว้บ่อยๆ ก็ตาม ฉันก็รู้สึกขอบคุณทุกครั้งที่เจ้าความเงียบนำพาเอาสมาธิและความคิดต่างๆ มาหาฉันได้ในที่สุด

เมื่อเลื่อนอ่านมาอีก มีคำตอบกลับมาว่ามันคือสีขาว แสดงถึงความสงบและบริสุทธิ์ ทำเอาฉันนึกภาพเห็นผ้าขาว
เอ...เด็กน้อยก็เหมือนผ้าขาวที่รอการขีดเขียน แล้วถ้าคนเราหาความสงบของตัวเองเจอ จะได้กลับไปเป็นผ้าขาวอีกครั้งไหมนะ...?

คำตอบที่พบถัดมาดันถูกใจ เพราะตรงกับคำตอบแรกที่ฉันแอบนึกไว้ว่ามันน่าจะใสๆ เพราะความเงียบไม่สร้างเสียงสร้างความคิดใดๆ มีความเงียบก็น่าจะเปรียบเหมือนน้ำเปล่า ที่พอมีสีไหนล่วงเข้ามาก็ยังสามารถเจือจางให้อ่อนลงได้ ยิ่งถ้าหากน้ำบ่อนั้นได้ถ่ายเท ผ่านเวลาไปความใสก็มีสิทธิ์ที่จะกลับเข้าใกล้จุดเดิม

ขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน ฉันหยุดมือ และลองนั่งฟังเสียง เผื่อจะได้เห็นสีแห่งความเงียบ
ฉันได้ยินเสียงแอร์ครางหึ่งๆ เสียงแมลงกรีดร้องท่ามกลางคืนของฤดูร้อน เสียงรถผ่านไปไกลๆ อย่างแผ่วเบา ...นี่มันเงียบตรงไหน ฉันนึกติติง

แล้วฉันก็พลันนึกถึงท้องฟ้า จะว่าไปนานๆ ครั้ง เราจึงจะได้ยินท้องฟ้าส่งเสียงร้องแหบพร่าออกมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วเราได้ยินเสียงของฟ้ากันหรือ?

ฉันจึงสรุปเอาแต่ใจ ว่าสีแห่งความเงียบน่าจะใกล้กับสีของฟ้ากว้าง ที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและอารมณ์ สร้างออกมาได้แทบทุกเฉดทุกลาย สีดำของยามค่ำคืน สีฟ้าเทาก่อนฝนพรำ สีขาวเมื่อมีเมฆหนาช่วยบังอาทิตย์เจิดจัด หรือแม้แต่ความใสของอากาศที่เราไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา
มากกว่านั้นมันยังมีสีแดงส้มเหลืองที่สะท้อนบรรยากาศช่วงเช้าและก่อนพลบค่ำ และอีกสารพันสีที่แสงใจดีหักเหให้เราได้สัมผัส

ความเงียบของแต่ละคนน่าจะส่งผลต่อความรู้สึกแตกต่างกันไป บ้างก็เบื่อ บ้างก็ชอบ บ้างก็เหงา กับบางคนถึงกับจะทนไม่ไหว ฉันเอง...ถึงแม้จะไม่เกี่ยงงอนกับความเงียบ แต่ก็เคยได้พบพานกับอารมณ์อ่อนไหวหลากหลายมา จนบางที่ก็มีน้ำตาซึม

พอหยิบท้องฟ้ามาเปรียบกับความสงัด ฉันจึงรู้สึกดีที่มีบ่อยครั้งที่พอมองไม่เห็นทาง เมื่อได้แหงนเงยหน้าขึ้นมองฟ้า แล้วบอกกับตัวเองว่าอีกสักเดี๋ยว... สีสันของฟากฟ้าและสิ่งต่างๆ นานา มันก็จะเปลี่ยนแปลงไป

ฉันถอนใจ และนึกขึ้นว่า มีใครบ้างไหมนะที่ไม่เคยมีโอกาสได้เห็นท้องฟ้า...

หมายเหตุ :: ความคิดเหล่านี้เกิดขึ้นตอนอ่าน {ห้วงคำหนึ่ง} ของพี่วิภว์ บูรพาเดชะ ค่ะ

Just let it... (memo_169)

posted on 20 Apr 2011 17:11 by patchamemo
กับบางเรื่อง...
  ฉันมีความสุขกับการรับรู้ว่าไม่มีทางได้ครอบครองแล้วอยู่กับมันไปอย่างนั้น 
คล้ายกับถนนเส้นหนึ่งที่มองเห็นข้างทางและรู้จุดหมาย
เป็นเพียงถนนร่มรื่นเส้นสั้นๆ อาจจะไม่มีทางแยกให้ก้าวไปไหนได้ไกล
แต่กลับสุขใจเวลาที่ได้กลับมาเดินเล่นทุกคราว

จริงๆ แล้ว... 
ไม่ว่าจะอะไรสิ่งใดในโลกนี้เราก็ไม่มีทางได้เป็นเจ้าของ
มีเพียงช่วงเวลาที่มันเข้ามาทำให้เกิดเรื่องราวในความทรงจำ
ไม่อาจอยู่เคียงกันตลอดไป
แต่เพียงแค่จดจำ ใส่ใจ ด้วยความเข้าใจ ใจก็เป็นสุข

Repeating_2 (memo_168)

posted on 18 Apr 2011 17:51 by patchamemo

เอ่ยให้ฟังอีกรอบที่พี่โต้ง @horjorgor บอกไว้ว่า

" (มืออาชีพ) ทำอะไรซ้ำๆ นานๆ จะ
1. เชี่ยวชาญอย่างหาตัวจับยาก
2. สูญเสียความสามารถในการทำสิ่งนั้นไป "

ทำไมพัดชาถึงเห็นด้วยกับที่พี่โต้งบอก? ทั้งๆ ที่มันไม่น่าจะไปด้วยกันได้เลย
มองเผินๆ การทำอะไรซ้ำๆ นานๆ น่าจะทำให้เกิดความชำนาญ
อย่างเดินห้างทุกวัน ก็จำร้านแม่นจนแทบชนะการแข่งช้อปปิ้งแชมเปี้ยนได้

แต่อะไรที่ทำจนชิน อาจจะเกิดความชา เพราะว่าทำบ่อยแล้วจนกลายเป็นกิจวัตร
การเดินทางกลับบ้านเป็นต้น จำทางได้ เลี้ยวทางนี้ ตรงไปทางนั้น ให้หลับตาเดินก็กลับถูก
ไอ้อาการหลับตาทำได้นี่หละ เหมือนการปลดสติออกจากกิจกรรมที่เราละเมอปฏิบัติ
วันดีคืนดี กลับบ้านบนทางเดิมๆ แต่อาจเผลอเดินตกท่อเพราะไม่ได้มอง

พัดเรียกอาการเหล่านี้ว่า "การเปิดโหมดออโต้"
มารู้ซึ้งถึงมันก็หลังจากมาเป็นเอเอฟ ไม่น่าเชื่อว่าวงการนี้มีอะไรที่ต้องทำซ้ำๆ วนไปวนมามากรอบได้ขนาดนั้น
เช่นง่ายๆ อย่างการแนะนำตัวต่อหน้าสื่อ "สวัสดีค่ะ พัดชาค่ะ" ครั้งแรกๆ มันก็ตื่นเต้นหรอก
แต่ผ่านไปหลายปีเข้า อาการสดใสซาบซ่าสวัสดีค่าาาา มันก็ชักจะเกร่อๆ
ไม่ต้องพูดไปไกลถึงเรื่องการให้สัมภาษณ์คำถามประจำ หรือไปถึงขนาดเรื่องการร้องเพลง!
(ใช่! การร้องเพลง!!) ปัญหาลามมาถึงขนาดนี้ได้
แล้วเราจะแก้ไขมันยังไง? ก่อนที่คำทำนายในข้อสองของพี่โต้งว่าไว้จะกลายเป็นจริง!!
(ครืนนนน.. เสียงเอฟเฟกต์เร้าอารมณ์ น่าสะพรึงกลัว)

ไอ้การจะรักษามาตรฐานให้เพลงเดิมๆ ที่เราต้องร้องมันดีและสดเหมือนใหม่อยู่เสมอนี่ไม่ง่ายเลยนะคะ 
แต่พัดก็มักจะหาอะไรมาแก้เบื่ออยู่เป็นระยะ เลยกลายเป็นการซ่อมบำรุงงานของเราไปด้วย
การอยู่กับปัจจุบันไว้ให้มาก พร้อมรับอะไรรอบๆ ตัวมาใช้เสมอ จะทำให้ได้ตัวแปรแปลกใหม่มาใช้ได้เรื่อยๆ เลยค่ะ

หรือวิธีการหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง คือ ถ้าต้องใช้มันบ่อยก็จงซ้อมให้มากกว่าเดิม
เอ๊ะยังไง? ไม่ยิ่งเอียนเอือมยิ่งกว่ารึ? ต้องซาดิสม์นิดนึงค่ะ 555
พัดมักใช้วิธีเช็คงานจากในคลิป แล้วนั่งจับผิดตัวเอง! 
ถ้าขึ้นใจมากพอก็ต้องไม่พลาดใช่ไหม พอเจอจุดไหนที่ยังไม่ดีก็เอามาซ้อมใหม่แก้ไขให้เนียนกริ๊บ
นอกจากจะทำให้แสดงสดดีขึ้นแล้วยังพัฒนาตัวเองอีกตะหาก

เพราะพัดเชื่อว่าการจะแสดงออกมาได้ดี ต้องมาจากพื้นฐานที่ดี
การที่มีทักษะมีชั่วโมงซ้อมเยอะ เป็นเหมือนการเก็บแต้มพิเศษเอามาใช้ในเวลางาน
ถ้าใช้ไปนานๆ ไม่กลับไปซ้อมไปศึกษา แต้มก็หายหดได้เหมือนกัน
(ต้องดอกจันกันอีกรอบ ว่าอย่าเอาแต่ซ้อมหัวซุกหัวซุนไม่สนวิธีการ
เพราะถ้าผิดวิธีมากๆ เข้า แทนที่จะพัฒนา จะกลายเป็นพังแทนนะคะ)

หยิบมาเล่าให้ฟัง ไม่ใช่ว่าเก่งกาจจนจะสอน แต่เพราะยังทำได้ไม่มากพอ
เลยเอามาพูด จะได้กระตุ้นตัวเองให้หมั่นทำการบ้านไปด้วยในตัวค่ะ แหะๆๆ ;"P

Repeating_1 (memo_167)

posted on 12 Apr 2011 12:58 by patchamemo

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พัดชาปฏิบัติงานโปรโมท ด้วยการ phone in (ให้สัมภาษณ์ออกอากาศสดผ่านทางโทรศัพท์)
ไปที่สถานีวิทยุตามต่างจังหวัด 18 แห่ง เนื่องในเพลง "รักตัวเองก็พอ"
จริงๆ ปกติเวลาไปทัวร์ด้วยตัวเอง รวมกันแล้วจะมีจำนวนมากกว่านี้เยอะ
แต่พอต้องมาให้สัมภาษณ์รวดเดียว 18 เที่ยว ก็ทำเอาพลังหมดก๊อกนะ

เกิดคำถามว่า เหนื่อยไหม เบื่อบ้างรึเปล่า? - เหนื่อยบ้าง แต่ไม่ค่อยเบื่อนะคะ
แม้มันคือการพูดถึงเพลงเพลงเดียว แต่เพลงเพลงนี้คือผลงานของเรา!!

(อยากใส่ดอกจันไว้เล็กๆ ว่าใครที่ได้โอกาสสร้างผลงานเป็นของตัวเอง มันน่าภูมิใจนะ
บางคราวมันอาจจะไม่ได้ดีเด่นเต็มที่อย่างใจหวัง แต่แค่การที่โอกาสมาถึงเราได้แสดงว่ามันต้อง "มีอะไร" จริงไหมคะ? ^__^ )

วันก่อนโน้น เห็นทวีตของพี่ @horjorgor ว่า

" (มืออาชีพ) ทำอะไรซ้ำๆ นานๆ จะ
1. เชี่ยวชาญอย่างหาตัวจับยาก
2. สูญเสียความสามารถในการทำสิ่งนั้นไป "

อาห์ โอว์ อูววว พอคิดตามแล้วก็เออออห่อปากตามไปด้วยเลย!
(จนต้องขอจบไว้เพียงเท่านี้ก่อน :"P 555)

[..to be continued]

ป.ล. ขอบคุณสำหรับเสียงตอบรับของซิงเกิ้ลนี้นะคะ ดีใจค่ะ
ฝากเพลง "รักตัวเองก็พอ" ด้วยนะค้าาา

I'm 26. (memo_166)

posted on 21 Feb 2011 18:39 by patchamemo

ผ่านวันเกิดไปแล้ว
สำหรับฉัน..เวลาจะผ่านวันสำคัญ
ฉันชอบทำให้มันเป็นเหมือนเรื่องธรรมดาในท้ายที่สุด
ให้มันเป็นวันที่ดีวันหนึ่ง (ก็ไม่ว่าจะปีใหม่หรือวันเกิด มันก็เวียนมาให้ฉลองทุกปีไม่ใช่หรือ)

บางทีก็ทำงาน บางทีก็อยู่บ้าน บางทีก็แค่ออกไปทานข้าวดูหนัง
ปล่อยใจให้มันเป็นวันสบายๆ ไม่ตึงเครียด

หรืออาจเพราะว่าฉันรู้สึกอยู่นิดๆ ว่าถ้าเอิกเกริกกันใหญ่โต
เมื่อความรู้สึกสุขมันพุ่งพล่านล้นเหลือ วันต่อมามันอาจหงอยเหงาเมื่อเทียบกับสิ่งที่เพิ่งผ่านไป
(ฉันคิดเอาเองว่า สุขจนเหนื่อย)

ฉันชอบให้มีอะไรดีๆ แบบพออุ่นใจ ไม่ต้องถึงกับกรุ่นจนต้องลุ้นเพราะกลัวใจหล่น

มีคนถามว่าไม่คิดจะเอาวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเหรอ
ฉันไม่รู้ว่าฉันได้เปลี่ยนไปบ้างหรือเปล่า
ฉันรู้แค่ ฉันก็สนุกและมีความสุขดีที่ยังได้หายใจ
และยังรู้สึกโชคดีอยู่เสมอที่ฉันเป็นฉันได้ในวันนี้

 


...ขอบคุณนะคะ...