my teenage nostalgia 11 (memo_182)

posted on 13 May 2012 20:20 by patchamemo

กลับมาเล่าเรื่องการเจาะหู ให้ฟังกันต่อค่ะ

 

ตอนนั้นแฟชั่นเจาะส่วนต่างๆ ของร่างกายกำลังฮิตมาก ถึงจะอยากเท่าไหร่ก็ไม่มีคนกล้า ขืนมีใครบังอาจเจาะมาล่ะก็มีหวังโดนเฆี่ยนแน่ แต่ยังมีหนึ่งความนิยมที่เล็ดรอดเข้ามาได้ นั่นคือการระเบิดหู

เรียกระเบิดหูฟังดูน่ากลัว จริงๆ มันคือต่างหูแบบพิเศษที่มีก้านใหญ่กว่าปกติ เรียกสั้นๆ ว่าจิวฯ ย่อมาจาก jewelry นั่นแหละ สมัยแรกเริ่มเป็นโลหะที่เอาไว้ใช้ในการผ่าตัด คือเป็นน็อตต่างๆ ที่สามารถอยู่ในตัวเราได้โดยไม่เป็นอันตราย เอาไว้ยึดกระดูกที่หักหรืออะไรพวกนั้น ซึ่งเรียกว่า จิวฯ แท้ แต่พอนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ของทำเลียนแบบก็เข้ามาครองตลาดเพราะราคาถูกกว่าหลายเท่า แต่ก็เสี่ยงต่อการเป็นหนองมาก ฉันเคยเห็นของคุณภาพแย่ๆ ถึงขนาดขึ้นสนิม... หลังจากนั้นถึงจะมีการผลิตออกมาโดยเฉพาะ มีทั้งเป็นพลาสติกและโลหะประดับพลอยต่างๆ คราวนี้ไม่ขึ้นสนิมแล้ว

เราต่างพยายามทำยังไงก็ได้ให้ขนาดรูหูที่เจาะมามันใหญ่ขึ้น ตามร้านที่รับระเบิดหูนั้นจะมีเข็มที่ปลายด้านหนึ่งเล็กอีกด้านใหญ่กว่าไว้สำหรับระเบิดให้โดยเฉพาะ ดันเข้าไปแรงๆ ทีสองที แบบนี้เรียกว่าระเบิดจริงๆ ก็ได้ เพราะดูหักดิบเหลือเกิน วิธีนี้ก็ได้ผลทันตาอยู่หรอก แต่ก็โหดไปนะ ท่าทางจะเจ็บใช่ย่อย เพื่อนๆ ส่วนใหญ่จึงแค่ค่อยๆ หาจิวฯ ที่ใหญ่กว่าปกติสัก 1-4 มิลลิเมตร มาพยายามใส่กัน

 

ส่วนฉันก็ขยายเอง แน่นอน... จะทำอะไรแผลงๆ ต้องทำตอนปิดเทอม แต่โครงการระเบิดหูตัวเองให้ชนะเพื่อนเป็นอันต้องพับไป เพราะตอนปิดเทอมนั้น เรามีกิจกรรมพิเศษที่ต้องไปทำที่โรงเรียน ถึงแม้จะให้ใส่ชุดไปรเวทเข้าโรงเรียนได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตามใจตัวเองได้เสียทุกอย่าง (จริงๆ แค่การได้ใส่ชุดอะไรก็ตามที่ไม่ใช่เครื่องแบบเดินเข้าไปในโรงเรียนก็ถือว่าเท่มากแล้ว) วันหนึ่งหลังจากฉันเพิ่งทรมานตัวเองด้วยการใส่จิวฯ ขนาดใหญ่กว่าเดิมเข้าไปได้สำเร็จ ยังไม่ทันอวดเพื่อนเสร็จ หันไปเจอคุณครูเข้าพอดี ฉันแอบเห็นสีหน้าคุณครูตกใจอยู่แว่บหนึ่งด้วย แต่แว่บถัดมาจิวฯ อันใหม่ของฉันก็ไปอยู่ในมือคุณครูเรียบร้อย เรียกว่าเจ็บตัวฟรี (ระเบิดหูเจ็บกว่าเจาะหูประมาณ 80 โอดโอย)

 

อยากจะเตือนไว้นิดว่าแฟชั่นอย่างการระเบิดหูมันส่งผลยาวกว่าที่คิด เพราะพอฉันเข้ามหาวิทยาลัย คราวนี้จะระเบิดจะขยายอะไรไม่มีใครห้าม ฉันก็จัดเต็ม (ฉันระเบิดข้างซ้ายแค่ข้างเดียว ใหญ่ขนาดเอาปากกาลอดได้สบาย) แต่พอเลิกเห่อไปแล้วก็อยากกลับมาใส่ต่างหูสาวๆ อย่างคนอื่นเขาบ้าง ผลปรากฏว่าถึงจะถอดจิวฯ ออกไปนานแล้วมันก็ไม่หดกลับไปรูเล็กเท่าเดิมเนี่ยสิ!

จนบัดนี้เวลาฉันใส่ต่างหูมันจะแอบยาวไม่เท่ากันอยู่หน่อยๆ หรือถ้าเป็นแป้นที่เล็กมาก ก็ไม่ต้องใส่กัน เพราะมันร่วงหลุดออกมาได้ทั้งที่แป้นยังคาก้านอยู่แบบนั้นเลย เพราะฉะนั้นถ้าใครคิดอยากจะระเบิดหูก็คิดดีๆ นะคะ ถ้าไม่อยากหูยานถาวร

 

my teenage nostalgia 10 (memo_181)

posted on 09 May 2012 14:20 by patchamemo
หลังจากผ่านการแต่งหน้า แต่งกาย ตอนนี้เป็นแต่งประดับค่ะ ^__^
 

ตอนฉันอยู่มัธยม แฟชั่นการเจาะในวัยรุ่นมันเริ่มหลากหลายขึ้นไปมากกว่าการเจาะหูธรรมดา (อย่างตัวฉันเองในปัจจุบันนี้แค่หูข้างซ้ายข้างเดียวก็ปาเข้าไป 6 รูแล้ว) ตอนนั้นฉันเริ่มเป็นเจ้าของต่างหูมากชิ้นขึ้นเมื่อเกิดอาการอยากเท่ จนกลั้นใจเดินเข้าร้านไปเจ็บตัวได้บ่อยๆ ที่ตันไปบ้างก็มี (แล้วก็ไปเจาะใหม่)

 

อย่างที่เรารู้กันว่าวิธีการเจาะหูหลักๆ มีอยู่สองแบบ แบบแรกที่ฉันได้ประเดิมตอนเด็กๆ นั้นอยู่ในห้างติดป้ายบริการรับเจาะหู ดูมีหลักการคือต่างหูต้องออกแบบมาสำหรับใช้เครื่องเจาะ คล้ายกับการเย็บแม็กซ์ ซึ่งมีให้เลือกอยู่ไม่มากแต่หน้าตาอยู่ในห่อน่าเชื่อถือ เอาแอลกอฮอล์มาเช็ดทำความสะอาด แล้วช่างจะเอาต่างหูสำหรับเจาะใส่ปืน ก้านข้างหนึ่ง แป้นข้างหนึ่ง เล็งบนบริเวณที่ทำเครื่องหมายจนมั่นใจแล้วว่าเท่ากันสวยงาม รอให้เราหลับตาปี๋แล้วก็ลั่นไก ดังปึ้ก! เจ็บแบบพอทนแต่รู้สึกได้เลยว่าหูร้อนฉ่า (ถ้าร้านไฮโซเขาก็จะมียาทามาให้รักษาแผลด้วย เพิ่มมูลค่าให้ราคาแพงเข้าไปอีก)

แบบที่สองเป็นแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ฉันได้ไปใช้บริการเพราะรู้สึกว่าประดับได้ทีละสองรูมันไม่เพียงพออยากขอสามสี่ห้าให้สาแก่ใจ ก็แค่เดินเข้าไปในร้านขายเครื่องประดับแถวสยามสแควร์ ไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรนอกจากตัวต่างหูที่มีเยอะแบบไปหมด ก็เลือกจากแผงหน้าร้านนั่นเลย เอามาตัดปลายให้แหลม พิธีกรรมง่ายๆ มีแค่เอายาหม่องมานวดๆ สักพัก พี่คนขายก็ชวนคุยสับขาหลอกเราไปอะไรไป แล้วก็จึ๊ก! ไม่ทันได้สะดุ้งด้วยซ้ำ เสร็จแล้ว ไม่เจ็บเท่าอย่างแพงด้วย แต่ก็เสี่ยงแผลอักเสบหน่อยเพราะเจาะเสร็จจ่ายตังค์แล้วก็ไปดูแลกันเอาเอง ตอนนั้นฉันพยายามเลือกต่างหูที่ทำจากเงินเปอร์เซ็นต์มากเพราะได้รับการบอกต่อกันมาว่าห่างไกลจากการหูเน่ามากกว่า

 

บางโรงเรียนอนุญาตให้ใส่ต่างหูเรียบๆ ได้ แต่ที่นี่ล่ะก็... ก้านกระเทียมสิคะ ถูกบอกกันมาว่าก้านกระเทียมช่วยไม่ให้หูเราอักเสบ แต่ฉันก็ไม่เห็นว่ามันเคยจะได้ผลอะไร เผลอๆ หูเน่าหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะไม่ได้เหลาก้านมาเปลี่ยนให้บ่อยพอ จนได้ตัวช่วยสมัยใหม่เป็นก้านพลาสติก และต้องเป็นยังไงคะ? ตอบพร้อมกันว่า “สีสุภาพ” (อีกแล้ว...)

คราวนี้จะมาทำซ่าใส่ก้านพลาสติกสีนั้นสีนี้ไปมาไม่ได้ เพราะครูเจอเมื่อไหร่ เป็นอันโดนสั่งเก็บ ตอนที่ฮิตเจาะหูเยอะรูก็ห้ามใส่จนครบ (ให้ใส่ได้แค่ข้างละหนึ่งตามปกติ) พอกลับถึงบ้านต้องรีบเอาต่างหูมาใส่เพราะกลัวว่าทิ้งไว้นานๆ หูจะตัน ฉันจึงเลือกไปเจาะหูเพิ่มตอนปิดเทอม จะได้มีเวลารักษาแผลให้หายทัน

my teenage nostalgia 9 (memo_180)

posted on 05 May 2012 20:56 by patchamemo

เสริมสวยประจำกาย

 

ความสาวกับความอยากสวยเป็นของคู่กัน ของแบบนี้ ถึงอยู่ในเครื่องแบบก็ต้องขอสักหน่อยน่า

อุปกรณ์เสริมความงามของพวกเราถ้าเทียบกับสมัยนี้ถือว่าฝึกหัดมากๆ เดี๋ยวนี้มีเครื่องสำอางอะไรจุ๊กจิ๊กน่ารักน่าใช้เต็มไปหมด แถมยังออกมาตีตลาดน้องๆ วัยใสให้ได้แต่งอ่อนๆ สมวัยกันอีก แม้แต่ Hello Kitty ยังสร้างสินค้าประเภทเครื่องสำอางออกมาขายกันอย่างจริงจัง

 

ขอสารภาพว่าฉันเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ไม่ค่อยจะสนใจว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไรตอนอยู่ในโรงเรียน ก็เพื่อนกันทั้งนั้น จะมามัวกลัวหน้ามันอยู่ทำไม หรือถ้าหน้ามันมากนักก็วักน้ำล้างสิ จะหวีหรือกระจกอะไร ฉันไม่พกไปโรงเรียนทั้งสิ้น ...ยืมเขาเอา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ฉันเล่าต่อไปนี้คือสิ่งที่ฉันเห็นว่าเพื่อนๆ เขาใช้กันตอนอยู่ที่โรงเรียน (ฉันจะมีอย่างมากก็แป้งเด็กนั่นแหละ จนทุกวันนี้ ออกไปแถวบ้านก็ยังทาแค่แป้งเด็กเหมือนเดิม – ถ้าไม่ไกลกว่ารัศมีห้ากิโลเมตรไม่มีการปัดแก้มเขียนคิ้วทาลิปกลอสเกิดขึ้น)

 

เริ่มต้นกันด้วยอุปกรณ์พื้นฐาน คือหวีและกระจก ขาดได้ซะที่ไหน ส่องกันเข้าไปหวีกันเข้าไปทั้งวัน เพื่อนบางคนนึกครึ้มก็แกะเปียออกมาถักใหม่โดยไม่ต้องโดนคุณครูสั่งให้แก้ (ฉันใช้วิธีติดกิ๊บเพิ่มเอา มันง่ายกว่ากันเยอะนะ...)

 

แป้งเด็ก จริงๆ ก็ใช้กันตลอด จำได้ว่าตอน ม. ปลาย ไม่รู้ว่าเจ้าของเป็นใคร แต่มันก็ได้กลายแป้งกระป๋องประจำห้องไว้แบ่งกันใช้ทั่วถึง ฉันจึงได้รับอานิสงส์มาด้วย แต่มันมีขั้นแอดวานซ์กว่านั้น คือแป้งแข็ง อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กเป็นเล็กก็หัดใช้แป้งผสมรองพื้นกันแล้ว แป้งแบบนี้เป็นแค่แป้งฝุ่นอัดแข็งเท่านั้นเอง บางยี่ห้ออาจมีผสมสีมาให้รู้สึกดีนิดนึง แต่ผลเวลาทาออกมาแล้วก็หน้าวอกเหมือนกันทุกยี่ห้อ ตอนนั้นมันเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่แห่งยุคที่ออกมาตีตลาดน้องๆ ให้อยากสวยแบบมั่นใจว่าเราไม่ใช่เด็กน้อย จะมาเป็นตลับมีกระจกและพัฟข้างในให้เสร็จสรรพ หรือเพื่อนบางคนก็ยังใช้แป้งเด็กนั่นแหละ แต่สร้างความเป็นส่วนตัวขึ้นมาหน่อยโดยไปซื้อกระปุกเปล่าแบบที่มีพัฟไว้ให้ด้วยตามกิฟท์ชอป เอามาแบ่งแป้งใส่ไว้พกสะดวก (คือคงมีคนที่เขินเวลาหยิบกระป๋องแป้งมาเขย่าๆ ในห้องน้ำสาธารณะบ้างแหละ)

 

ลิปมัน สมัยฉันแค่ใครพกลิปมันมาเป็นแท่งหมุนๆ ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว เพราะสมัยแรกๆ ยังใช้ลิปมันตราเภสัชกรกันอยู่เลย (เป็นตลับใสๆ ข้างในเป็นลิปมันสีชมพู น้องๆ คนไหนไม่เคยเห็นลองไปหาดูตามร้านขายยา ขอบอกว่าเวิร์คมากและถูกมาก) ส่วนใหญ่มักจะเป็นลิปมันธรรมดา ไม่มีสีอะไร อย่ามาปากแดงให้เห็นเชียว โดนครูดุแน่นอน เพราะอย่างนี้น้ำยาอุทัยจึงไม่สามารถขึ้นมาเป็นอุปกรณ์หลักในโรงเรียน แต่ยังไงก็ยังแอบใช้กันอยู่ดี เช่นนี้พวกเราจึงต้องมีการฝึกฝนให้เกลี่ยได้เนียน แล้วน้ำยาอุทัยทิพย์สมัยก่อนยังไม่ได้รีแบรนด์กลายเป็นยูทิปเหมือนตอนนี้นะจ๊ะ ซื้อกันเป็นขวดหน้าตาแบบยาสามัญประจำบ้านจากพี่เภสัชตามร้านโดยตรงเลยจ้า

ลิปมันที่ทาแล้วเปลี่ยนสีได้นี่เพิ่งจะมามีตอนฉันจะจบมัธยมอยู่แล้ว ก็เห่อทากันเป็นพักๆ ใช้ไม่ค่อยเป็นทาออกมาเหมือนกาคาบพริกไปเลยก็มี แต่ที่แน่นอนที่สุดคือมีเพื่อนบางคนพกวาสลีนกันเป็นประปุกไปเลย ยืมกันบ่อยนักใช่ไหม

 

อุปกรณ์ขั้นกว่าที่เห็นเพื่อนพกกันคือ กระดาษซับมัน ก็ฮอร์โมนมันไม่เข้าใครออกใคร บางคนพอเป็นสาวขึ้นมาหน่อยก็หน้ามันย่อง จนหลีกหนีจากกระดาษซับมันไปไม่พ้น หรืออุปกรณ์ขั้นสุดก็พกโฟมล้างหน้ามาโรงเรียนเสียเลย แก้ปัญหากันที่ต้นเหตุ

 

นอกจากนี้เพื่อนๆ เขาไปแอบปรุงอะไรมากไปกว่าที่เล่านั้น ฉันก็สุดจะเดาได้ เพราะอย่างที่บอกว่าไม่ค่อยจะสนใจ แต่ไม่ใช่ว่าฉันแต่งหน้าไม่เป็นนะ ตอนมัธยมต้น เพื่อนของฉันบางคนไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่างานอดิเรกของฉันคือการแต่งคอสเพลย์เป็นเจร็อค และฉันสามารถลงรองพื้น กรีดอายไลน์เนอร์ ติดขนตาปลอมได้เองตั้งแต่ยังมีคำนำหน้าว่าเด็กหญิง!

my teenage nostalgia 8 (memo_179)

posted on 29 Apr 2012 21:12 by patchamemo

ของพกติดตัวตามฤดูกาล

 

แม้เมืองไทยจะขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศสามฤดูคือ ร้อน ร้อนจัด และร้อนเดือด อย่างที่พวกเราต้องเผชิญกันเช่นนี้ ก็ต้องมีการดูแลสุขภาพตนเองตามสภาพความแปรปรวนของท้องฟ้ากันบ้าง

 

กันฝน

ช่วงเวลาเปิดเทอมหนึ่งตอนเดือนพฤษภาคมเป็นฤดูกาลเฉอะแฉะ ฝนตกเช้าตกเย็นเป็นปัญหา คิดว่าพวกเราจะต้องพกอุปกรณ์กันฝนใช่ไหม แต่เปล่าเลย ในวัยเราไม่ค่อยจะสนใจเท่าไหร่ว่าเดี๋ยวจะเปียกหรือกลัวจะป่วย ก็เอากระเป๋าบังหัวไปนั่นแหละ ง่ายที่สุด ไม่ลำบากแบกแถมได้เป็นนางเอกเอ็มวีด้วยนะ (เล่นจบ สั่งคัท ค่อยแอบไปเทน้ำออกจากรองเท้านักเรียนทีหลัง) หรือก็แค่รอให้ฝนหยุดค่อยกลับบ้านก็ได้

 

เท่าที่สังเกต มีเพื่อนน้อยคนจริงๆ ที่จะพกร่มมาโรงเรียน เพราะมันไม่ค่อยคุ้มกับน้ำหนักและความรับผิดชอบ เพราะตอนนั้นยังไม่ต้องห่วงสวย ยังไม่ต้องกลัวว่าผมที่อุตส่าห์เซ็ทมาจะเสียทรงล่ะมั้ง แต่เมื่อเครื่องแบบเราเป็นเสื้อขาว ไม่ต้องเซอร์เดินเล่นเป็นอินดี้ไม่กลัวฝนกันมากนักก็ได้นะจ๊ะ เสื้อเปียกแล้วเห็นทะลุไปถึงไหนๆ

 

เวลาที่ฝนตก เรามีวิธีอื่นที่จะเลี่ยงการเปียกไปได้ง่ายๆ อย่างเวลาเช้าหรือเย็นก็ใช้ระเบียงตามตึกเป็นทางเดินแทนไปอย่างไม่มีปัญหา เผลอๆ จะชอบด้วยซ้ำ เพราะนอกจากอากาศจะเย็นสบายกว่าแล้ว เวลาเข้าแถวเคารพธงชาติก็ไม่ต้องออกไปยืนกลางสนาม แถมบางทีฝนตกพอดีกับวิชาพละคุณครูจะย้ายที่สอน ได้ไปเล่นสบายอยู่ในโรงยิมด้วยนะ

 

กันหนาว

หลังจากที่เพิ่งได้ยินข่าวว่าน้องๆ นักเรียนราชินียุคปัจจุบันต้องใส่เสื้อกันหนาวของโรงเรียน รุ่นพี่ที่ดีอย่างฉันจึงอดไม่ได้ที่จะต้องเอามาเขียนอวดว่าสมัยก่อนเขาใส่เสื้อหนาวแบบไหนมาโรงเรียนก็ได้เลยแหละ

 

ฉันเป็นคนหนึ่งที่ตั้งตาคอยให้ลมเย็นๆ ตอนปลายปีมาถึงเสียที เพราะอยากเดินแฟชั่นเสื้อกันหนาวบนโถงตึกแล้วไปยืนโพสต์ประกอบการเคารพธงชาติ (นั่นมันต้องยืนตรงไม่ใช่เหรอ!?) ฉันเห็นเพื่อนคนอื่นๆ เขาก็มักจะใส่เสื้อกันหนาวซ้ำกันทีละหลายวันก่อนจะเปลี่ยนตัวใหม่มาเมื่อถึงเวลาควรซัก แต่ฉันเป็นประเภทที่มีกี่ตัวเอาออกมาสลับใส่ให้หมด แสดงออกถึงการชอบแต่งตัวมาตั้งแต่เด็ก ฮ่าๆ

เสื้อกันหนาวเท่าที่สรุปได้ก็มีอยู่ไม่กี่สไตล์อย่างที่พวกเราก็นึกภาพตามกันออก แต่ที่ชอบกันมากคือต้องเป็นแจ๊กเก็ตซิปหน้า และต้องมีฮู้ด! (คาดว่าได้รับอิทธิพลมาจากพี่เจ เจตริน พี่โจอี้บอย และแร๊พเตอร์)

 

อันที่จริงอากาศเมืองไทยมันก็ไม่ได้หนาวขนาดถึงกับต้องใส่อะไรทับหรอก แต่เพราะความอยากเก๋ของพวกเรานั่นแหละ จึงพยายามเอา “เดือนที่ถูกกำหนดมาว่าคือฤดูหนาว” มาเป็นข้ออ้างในการได้แสดงตัวตนผ่านเสื้อแขนยาวแบบต่างๆ

ตอนเช้าๆ ก็สวมทับเดินมาได้สบายดี แต่แค่แดดออกเท่านั้นแหละ เห็นถอดทิ้งกันเป็นแถว มันจะได้มาใช้จริงๆ ก็ตอนมัธยมปลายที่ได้ย้ายมาเรียนในห้องแอร์แล้ว (สมัยก่อนมีแค่ไม่กี่ชั้นเรียนเท่านั้นที่จะได้สิทธิ์พิเศษเรียนในห้องแอร์ อย่างเช่นมัธยมปลาย)

 

ประโยชน์อีกอย่างของเสื้อหนาวที่ทำให้เราต้องใส่ก็คือ มันเป็นอุปกรณ์เลี่ยงการตรวจเครื่องแบบอย่างดี ลืมป้ายชื่อ ลืมเข็มยุวฯ ลืมเข็มขัดอะไร ใส่เสื้อหนาวทับไว้ก็พอจะรอดตัวไปได้เปลาะหนึ่งนะ

 

my teenage nostalgia 7 (memo_178)

posted on 26 Apr 2012 21:13 by patchamemo

ผ้าเช็ดหน้า

ในประเป๋าเสื้อสมัยมัธยมของฉันเป็นที่ประจำของผ้าเช็ดหน้า นอกจากชอบความจุ๊กจิ๊กเป็นทุนเดิมแล้ว มันยังเป็นแฟชั่นของยุคนั้นอีกด้วย

 

ผ้าเช็ดหน้ายอดนิยมของพวกเราคือผ้าขนหนูผืนเล็กที่เป็นลายน่ารัก อย่างพวกตัวการ์ตูนจาก Sanrio ไล่กันมาตั้งแต่ เคโระ คิตตี้ แบทแบทสึมารุ กิกิลาล่า มินนาโนะตาโบะ ต่างๆ พับครึ่งแล้วพับสามอีกที พกไว้ที่ประเป๋าเสื้อ

เมื่อโตขึ้นมาหน่อยไม่ค่อยอินกับตัวการ์ตูนแล้ว ฉันก็เปลี่ยนมาใช้แบบที่เป็นผ้าคอตต้อน ผืนใหญ่กว่าและมีลายให้เลือกมากกว่า จะลายทาง ลายจุด ลายสก็อต มีให้เลือกเยอะเท่าที่ผ้าพิมพ์จะมีได้ แต่ที่มาแรงเป็นอันดับหนึ่งคือลายลูกน้ำ (ไม่รู้จะบรรยายให้เห็นภาพกันอย่างไรเหมือนกัน ใครอยากรู้ ลองกูเกิ้ลดูนะคะ) ฮิตจนมีออกมาขายกันครบแทบทุกเฉดสี แต่แบบออริจินัลต้องเป็นสีแดง-ขาว-ดำ อันที่จริงมันคือลายวินเทจรุ่นคุณพ่อคุณแม่ที่กลับมาอินเทรนด์ นอกจากใช้เป็นผ้าเช็ดหน้าแล้วก็มีแฟชั่นที่เอาไปใช้โพกหัวกันด้วย (ได้ยินว่าสมัยนั้น สาวใจกล้าใช้ผ้าเช็ดหน้าแบบนี้ผูกเป็นเกาะอกออกไปเที่ยวกลางคืนกันเลย! นึกภาพตามแล้วน่าหวาดเสียวเป็นอย่างยิ่ง)

 

กระเป๋าสตางค์

 

สิ่งที่ขาดไม่ได้ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดหนีไม่พ้นเรื่องเงินๆ ทองๆ ตอนมัธยมต้นก็ยังใช้กระเป๋าตังค์ลายการ์ตูนกันอยู่ (ก็ Sanrio นี่แหละ ตอนนั้นกิฟท์ชอปที่ขายของ Sanrio ครองตลาดวัยรุ่นจริงๆ มีขายทุกอย่างตั้งแต่เครื่องเขียน ผ้าเช็ดหน้า นาฬิกา ไปจนเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ยังมี) ฟังชั่นที่ต้องมีคือ ช่องใส่รูป และช่องใส่เศษตังค์

ช่องใส่รูปจะเป็นที่ประจำของความลับสารพัดตั้งแต่รูปถ่ายครอบครัว รูปติดบัตร (ตลกดีที่คนเราชอบพกรูปติดบัตรเอาไว้ในกระเป๋าตังค์ โดนเพื่อนรื้อออกมาเมื่อไหร่ได้เกิดการล้อกันยกใหญ่) รูปสติ๊กเกอร์ที่ถ่ายกับเพื่อนๆ หรือไม่ก็พกรูปคนที่เราแอบปลื้มเอาไว้แง้มดูตอนคิดถึง เปิดดูอ้าซ่าไม่ได้นะ เดี๋ยวคนอื่นรู้หมด!

หรือบางคนก็ใส่บัตรประจำตัวเอาไว้ในช่องใส่รูป ภูมิใจอันไหนก็ไว้หน้าสุด แต่เอาเข้าจริง เวลาถ่ายรูปบัตรประจำตัวประชาชนออกมามันจะกลายเป็นสิ่งท้ายๆ ที่อยากให้คนอื่นเห็นนะ ฮ่าๆๆ บางคนก็เป็นบัตรนักเรียน สมัยนั้นทั้งสองบัตรยังเป็นกระดาษเคลือบอยู่เลย (น้องๆ สมัยนี้จะนึกภาพบัตรประชาชนยุคนั้นออกไหมนะ) จนโตมาแล้วนั่นแหละ ถึงได้มีบัตรพลาสติกใช้กัน

 

ขอข้ามการนับจำนวนเงินที่มีอยู่ในกระเป๋าตังค์แล้วล้วงลึกเข้าไปอีกหน่อย ในช่องใส่บัตรต่างๆ สมัยเด็กๆ พวกเราก็ไม่ได้มีบัตรอะไรให้ต้องพกมากนัก (ตอนฉันเพิ่งขึ้นมัธยมน่ะ รถไฟฟ้ายังสร้างไม่เสร็จด้วยซ้ำ...) เท่าที่พอจะจำได้ก็มีบัตรสมาชิกร้านอาหารแฟรนไชส์ดังๆ บัตรสมาชิกโรงหนัง บัตรสมาชิกร้านการ์ตูนอะไรก็ว่าไป คำทำนายผลรวมจากตั๋วรถเมล์ และคูปองสะสมแลกชาไข่มุก! (สมัยนั้นเพิ่งจะเข้ามาฮิตกันรอบแรก แป๊บๆ ก็ครบสิบดวงเอาไปแลกแก้วฟรีได้แล้ว)

และความสนุกของการค้นกระเป๋าตังค์เพื่อนมันเพิ่งเริ่มตรงนี้ นอกจากจิ๊กตังค์ บัตรแลกชาไข่มุก และแสตมป์เซเว่นแล้ว เราต้องได้เจอวัตถุทรงจำซ่อนอยู่ตรงช่องในสุดเสมอ อย่างเช่นหางตั๋วหนัง ตั๋วรถเมล์ที่มีอยู่ติดกันสองใบ เดากันให้วุ่นล่ะว่ามันไปกับใครมาเมื่อไหร่ (อ๋อ เสาร์ที่แล้ว ว้ายๆ ดูหนังรักด้วย ขึ้นรถเมล์สายนี้ไปสยามชัวร์) หรือมีแม้กระทั่งจดหมายรัก ซึ่งบางทีก็ยากจะหยั่งรู้ ว่านั่นคือคำที่เคยได้รับรัก หรือเป็นแค่จดหมายสารภาพความในใจที่ไม่เคยได้ส่ง แต่ในวัยนั้นไม่มีการเห็นใจ การได้ล้วงความลับเอามาล้อกันต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่! ฮ่าๆๆ

my teenage nostalgia 6 (memo_177)

posted on 24 Apr 2012 21:46 by patchamemo

ของพกติดตัว ภาคหนึ่ง

 

เวลาจะไปโรงเรียนก่อนออกจากบ้าน นอกจากจะคว้ากระเป๋านักเรียนออกไปแล้ว ฉันยังมีของที่ต้องพกไปทุกวันอีก

 

นาฬิกา

พอเป็นนาฬิกาข้อมือที่ใส่กับเครื่องแบบนักเรียนแล้วก็ต้องหาให้เรียบร้อยที่สุด คืออะไรก็ได้ที่หน้าตาธรรมด๊า ธรรมดานั่นแหละ สายเหล็ก หรือสายหนัง หรือสายพลาสติก ล้วนถูกจำกัดขอบเขตความธรรมดาไว้ที่การพิจารณาของคุณครู แต่มาเล่าให้ฟังหน่อยดีกว่าว่าช่วงนั้น เขานิยมนาฬิกาแบบไหนกันบ้าง

 

แบบแรกเอาใจชาวสปอร์ต ใครอยากเท่ก็ต้องมี Baby-G เอาไว้ประดับข้อมือ Casio เขาผลิตออกมาให้ผู้หญิงใช้โดยเฉพาะ (ถ้าเป็นของหนุ่มๆ ก็ต้องเป็น G-shock) หน้าตาทนทานดูจะเหมาะกับคนที่ชอบออกกำลัง เพราะมักจะพยายามโฆษณาคุณสมบัติว่ากันน้ำลึกได้เท่านั้นเท่านี้เมตร แถมหน้าปัดดิจิตัลยังถูกปกป้องไว้ด้วยโครงลวดที่เหมือนจะบอกว่าพาฉันไปกระแทกกับอะไรก็ได้ตามสบาย สายคาดก็เป็นผ้าแบบที่ให้เราล็อคไว้กับข้อมือตั้งสองชั้น ชั้นแรกเป็นเวลโครแคว่กๆ ให้เราแปะก่อน ตามมาด้วยชั้นที่สองเป็นสายผ้าที่มีตัวยึดพลาสติกล็อคเข้าไปอีก เท่านี้ก็มั่นใจได้ว่าเบบี้จีราคาตั้งสองสามพันจะไม่หลุดหายไปไหน

แต่ที่เล่ามาทั้งหมดนั่นไม่ได้เป็นสิ่งดึงดูดใจให้มันฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองเลย ใครจะสนใจว่ามันจะกันน้ำเค็มน้ำจึดได้ลึกเท่าไหร่ เพราะเอาเข้าจริง แค่ล้างหน้า พวกเรายังตองถอดเก็บกันก่อน เพราะถ้าสายมันเปียกน้ำบ่อยๆ บวกกับเหงื่อกับความอับเข้าไปนี่กลิ่นรัญจวนมากๆ

ความเท่มันอยู่ตรงที่ลูกเล่นบนหน้าปัดต่างหาก แต่ละรุ่นจะมีความเก๋ต่างกันไป เช่น บันทึกเบอร์โทรศัพท์หรือข้อความต่างๆ ได้ (ซึ่งต้องใช้ความพยายามในการใช้เล็บค่อยจิ้มปุ่มสี่ปุ่มข้างๆ เรียงตัวหนังสือ กว่าจะได้ขึ้นมาประโยคหนึ่งนี่นิ้วระบม) ตั้งปลุกได้ จับเวลาก็ได้ด้วย (มันน่าตื่นเต้นตรงไหน?) ที่ชนะใจพวกเราที่สุดอยู่ตรงที่กดปุ่มแล้วมันมีไฟขึ้นมาเนี่ยแหละ สีไฟบนหน้าปัดก็มีหลากหลายแล้วแต่รุ่นที่เขาจะออกแบบมาให้เข้ากันกับสีหน้าปัดและสาย ที่แต่ละคนพยายามเลือกมาไม่ให้ซ้ำกับเพื่อน ในกลุ่มมีเจ็ดคนเราก็อาจพบเบบี้จีได้ถึงเจ็ดสีเจ็ดรุ่นไม่ซ้ำกัน

ส่วนเบบี้จีที่ฉันเคยเป็นเจ้าของนั้นมีออพชั่นเสริมที่พอกดปุ่มให้ไฟติดแล้วจะมีรูปคนเหลี่ยมๆ ออกมาเต้นๆ ให้ดูบนหน้าปัด ตกลงว่าซื้อนาฬิกามาไม่ได้เอาไว้ใช้ดูเวลาแล้วสินะ

ด้วยความเทอะทะใหญ่โตของมัน จึงหมดสิทธิ์เอาไปใช้ที่โรงเรียน แล้วก็คงไม่มีใครยอมซื้อเบบี้จีสีสุภาพมาไว้สำหรับใส่ไปโรงเรียนแน่นอน (มันมีด้วยเหรอ เห็นมีแต่สีลูกกวาด)

 

หลังจากเริ่มเบื่อไอ้ตัวเหลี่ยมๆ เต้นๆ กับจอไฟสีๆ และไม่อยากทนกับกลิ่นความเก๋าของสายผ้าอีกต่อไปก็มาถึงยุคของนาฬิกาสายพลาสติกมีหน้าปัดเข็มยี่ห้อ swatch ราคารุ่นธรรมาดาทั่วไปอยู่ที่ประมาณพันกว่าบาท ดูแลรักษาง่าย มีลายให้เลือกมากมาย ทุกสีทุกเฉด แต่จะเลือกให้ถูกใจคุณครูนั้นยากเหลือเกิน เพราะส่วนใหญ่เขาจะออกแบบมาให้สะดุดตาตามแฟชั่น แล้วจะซื้อ swatch ทั้งที จะให้มามัวใช้แบบธรรมดาก็เสียดายตังค์เปล่าๆ

นาฬิกายี่ห้อนี้ขยันออกลายใหม่มายั่วให้เราอยากได้ เพื่อนบางคนที่พอมีตังค์ก็ซื้อไว้ใช้กันหลายเรือน เห็นเป็นคอลเล็กชั่นเปลี่ยนกันบ่อยๆ ก็ยังมี

 

ป.ล. ยังมีของพกติดตัวอีกหลายอย่าง กรุณาติดตามตอนต่อไป